© 2018 by AMsupporter

นนทบุรี, ประเทศไทย 

sale@amsupporter.com 

083 092 2989

087 383 0881

  • Facebook Social Icon

อาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัว แบบไม่มีสาเหตุของสาวๆหลักสี่

September 12, 2017

อาการอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรง ปวดตามเนื้อตัวในสาววัยกลางคน อาจเป็นสัญญาณของกระบวนการหมดประจำเดือน  โดยปัญหาของผู้หญิงเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทอง เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนต้องเคยประสบในช่วงชีวิต เพราะเป็นเหตุการณ์โดยธรรมชาติ ซึ่งวิทยาการทางการแพทย์ในขณะนี้ยังไม่สามารถหยุดยั้งการหมดประจำเดือนได้  เมื่อสูงอายุขึ้นก็ย่อมเกิดความเสื่อม ความสดใสต่างๆรวมทั้งระบบที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการมีบุตรก็จะหยุดทำงานลง

 

อาการหมดประจำเดือน

 

อาการต่างๆของวัยหมดประจำเดือน เกิดจากการที่รังไข่หยุดทำงาน  ไม่มีการสร้างฮอร์โมนเพศอีกต่อไป โดยส่วนมากผู้หญิงไทยจะหมดประจำเดือนที่อายุประมาณ 50 ปี  แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงการสร้างฮอร์โมนจะเริ่มในวัยกลางคน ช่วงอายุประมาณ 35 ปี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งอายุประมาณ 40 ปี  ที่ระดับฮอร์โมนแกว่งอย่างชัดเจน  จนแสดงอาการผิดปกติต่างๆ โดยอาการวัยทองของแต่ละคนก็มากน้อยแตกต่างกันไป 

 

 

อาการต่างๆที่พบได้บ่อยคือ ประจำเดือนเริ่มไม่ปกติ ช่องคลอดแห้ง ความรู้สึกทางเพศลดลง  มีอาการปวดเนื้อปวดตัว อ่อนเพลีย รู้สึกร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก หรือหนาวสั่นได้ง่าย อารมณ์เสียง่าย ซึมเศร้า นอนไม่หลับ และ ตามมาด้วยอาการกระดูกพรุน โรคหลอดเลือดหัวใจ จนถึงสมองเสื่อมเป็นต้น 

 

อย่างไรก็ตาม มี  2 อาการที่เป็นอันตรายในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน คือ

- ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น 

- มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุน

อันเป็นผลมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง เมื่อหมดประจำเดือนแล้วจึงควรตรวจสุขภาพและตรวจมวลกระกระดูกเพื่อดูภาวะกระดูกพรุน 

 

การรักษาอาการหมดประจำเดือน

 

อย่างที่กล่าวข้างต้น การรักษาอาการหมดประจำเดือนให้กลับมามีประจำเดือนใหม่อีกคนครั้งนั้นยังทำไม่ได้ แต่เราสามารถป้องกันอาการบางอย่างได้ โดยต้องเริ่มตั้งแต่ยังสาว เช่นการรับประทานอาหารแคลเซียมและแมกนีเซียมสูงเพื่อสะสมมวลกระดูกเอาไว้ก่อน การรับประทานกรดโฟลิก สามารถช่วยบรรเทาอาการเลือดจาง ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะอ่อนเพลียได้

 

 

อาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติและจะหายไปเองได้  ส่วนน้อยจะมีอาการรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวัน ซึ่งควรจะได้รับรักษาตามอาการ หรืออาจต้องใช้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อลดอาการไม่สบายต่างๆ แต่ทั้งนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาเป็นรายๆไป

 

เมื่อปวดหลัง หรือ ปวดเอว ให้ออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่น ของกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ พิลาเต้ หรือ รำกระบอง หากลำบากในการสรรหาเวลาหรือคอร์สฝึก  แค่เดินวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ถึง 5 วัน ก็ส่งผลดีต่อสุขภาพแล้ว  นอกจากจะช่วยลดอาหารปวดเมื่อยเนื้อตัวแล้ว ยังทำให้กระฉับกระเฉง อาการอ่อนเพลียลดลง ร่วมทั้งอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย

 

 

อย่างไรก็ตามหากอาการปวดหลังมีมากควรต้องพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยว่าอาการปวดหลังนั้นมาจากภาวะกระดูกที่บางมากจนทำให้กระดูกสันหลังยุบแล้วหรือไม่  หากกระดูกสันหลังยุบไม่มากแพทย์อาจพิจารณาให้ใส่เข็มขัดพยุงหลัง หากกระดูกสันหลังยุบมากจนกระดูกสันหลังเสียความมั่นคง หรือ ไปเบียดเส้นประสาท ต้องได้รับการรักษาด้วยการใส่ซีเมนต์ยึดกระดูกหรือดามด้วยเหล็ก และใส่เข็มขัดพยุงหลังประคองจนกว่ากระดูกสันหลังจะติดกันสนิท   อย่างไรก็ตามการผ่าตัดบางอย่างไม่สามารถยืดข้อกระดูกสันหลังที่ยุบให้กลับไปมีความสูงเท่าระดับเดิมได้ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อหลังหดเกร็งรบกวนเป็นระยะๆ ต่อไป

 

คราวหน้าแอดมินจะเล่าให้ฟังถึงความอันตรายของโรคกระดูกพรุน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าหากภาวะกระดูกพรุนรุนแรง อาจนำมาซึ่งการเสียชีวิตได้

 

 

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Please reload

18811-TrendLife_Generic_569445.jpg
shopee.jpg
  • Facebook Basic Black

AMsupporter

b.png